วันพุธ, มิถุนายน 06, 2007

ข้อฉงน ปนสงสัย

ข้อฉงนปนสงสัย
วงการภาพยนตร์ไทยหลังการรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549
ดูเหมือนจะตื่นตัวทางการเมืองขึ้นอีกครั้งต่อการเรียกร้องอะไรมากมาย
โดยเฉพาะ สิทธิ เสรีภาพ ในการนำเสนอเรื่องเล่าที่เป็นภาพเคลื่อนไหว
โดยเปลี่ยนจากการเซนเซอร์ เป็นการจัดระบบเรตติ้ง และการเรียกร้อง
ได้นำไปสู่ประเด็นที่ว่า ควรจะระบุไปใน รัฐธรรมนูญฉบับที่มาจากการ
รัฐประหาร (ฉบับ 2550) ว่าภาพยนตร์เป็นสื่อมวลชน ประเภทหนึ่ง
ซึ่งหลายคนเชื่อว่าจะทำให้มีเสรีภาพในการนำเสนอความคิด ความเห็นต่างๆ
โดยไม่ต้องผ่านการเซนเซอร์ที่ใครหลายคนแอบนินทาว่าเต่าตุ่น


ผมเคยพลัดหลงเข้าไปร่วมในงานเสวนางานหนึ่งที่ธรรมศาสตร์ เชื่อแน่ว่า
ถ้าใครเอาระเบิดไปขว้างหรือเอาปืนไปกราดยิงในห้องประชุมในวันนั้น
วงการภาพยนตร์ไทย คงถึงคราววิกฤติ เพราะในห้องนั้นเต็มไปด้วย
ผู้กำกับภาพยนตร์ทั้งที่หนังทำเงินมาก ทำเงินน้อย ไม่ทำเงิน ฯลฯ ห้องประชุม
เต็มไปด้วยบรรยากาศการเรียกร้อง พูดถึงความเจ็บปวดรวดร้าว ของคน
ทำหนังที่ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพมานาน รวมไปถึงนำเสนอความดีหรือคุณประโยชน์
ที่สังคมจะได้รับหากมีการระบุให้ภาพยนตร์เป็น “สื่อมวลชน”


ผมในฐานะคนชอบดูหนังแต่ไม่ชอบทหารเท่าไหร่ เลยนึกสงสัยว่า ทำไมพวกพี่ๆ
ถึงมาเรียกร้องเอาสิทธิเสรีภาพจากรัฐธรรมนูญของเผด็จการ ระดับของความรับรู้
หรือรู้สึกว่าตัว เรามีสิทธิเสรีภาพขนาดไหนน่าจะเป็นตัวบ่งบอกถึงความเป็น
ประชาธิปไตยในสังคม ไม่มากก็น้อยใช่หรือไม่?


ผมนึกสงสัยว่า ถ้าเกิดมีการระบุ ให้ภาพยนตร์เป็นสื่อมวลชน
ในรัฐธรรมนูญ 2550 จริง คนในวงการหนังจะภูมิใจจริงหรือ ในเมื่อที่มา
ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มา จากประชาชนอย่างแท้จริง


ผมคิดว่า ถ้าหากคนวงการหนังต้องการได้รับสิทธิเสรีภาพที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ
อย่างสวยงามและยั่งยืน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ไม่รับหรือไม่ยอมรับ
รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ใช่หรือไม่ เพราะการเรียกร้องให้ระบุอะไรก็ตามลงไปใน
รัฐธรรมนูญ 2550 จะโดยรู้ตัวหรือ ไม่ก็ตาม เราได้สนับสนุนการใช้กำลัง
ในการแก้ไขปัญหาและการปกครองไปแล้ว ซึ่งถ้าทุกคน ยอมรับได้กับ
รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ก็ดูเหมือนกับว่าจะตรงกันข้ามกับคุณค่าหรือ
ความหมายของสิทธิเสรีภาพ ที่ทุกคนกำลังเรียกร้องใช่หรือไม่ครับ?

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 09, 2007

เฮ้อ!!!

หัวฟู ตอนนี้ชีวิตคล้ายๆ มีไฟบนหน้าอกกระพริบๆ
เหมือนอุลตร้าแมนจะหมดพลัง
เหนื่อยจัง เป็นไรก็ไม่รู้



นั่งนิ่งๆ ตั้งหลัก ตั้งหลัก ตั้งหลัก

วันพุธ, มกราคม 10, 2007

เราควรเข้าใจมันอย่างไรและเราควรทำอย่างไร

ขณะที่ผมกำลังนั่งอยู่ติดหน้าต่างเบาะหลังสุดของรถเมล์สาย 201
ที่เป้าหมายปลายทางอยู่ที่พุทธมณฑลสาย 2 แต่เป้าหมายของผมอยู่ที่
พาต้า ปิ่นเกล้า เมื่อรถแล่นผ่าน สนามหลวง และจอดรับคนที่ป้าย
ฝั่งตรงข้ามศาลฎีกา เด็กชายสองคนก็วิ่งขึ้นมาบนรถวิ่งพร้อมกับชายวัยชรา
รูปร่างผอมผิวคล้ำที่จูงเด็กชายคนที่สาม แล้วทั้งหมดตรงมาที่เบาะหลัง
ที่ตรงกลางยังว่างอยู่พร้อมเสื้อผ้าที่สวมใส่ซึ่งบ่งบอกถึงฐานะได้ว่า
ไม่ใช่แม้ชนชั้นกลางทั่วๆ ไป

เด็กชายคนที่โตที่สุด น่าจะสูงประมาณ 130 เซนติเมตรนั่งติดกับผม
คนที่รองลงมานั่งอยู่ตรงกลาง และคนที่ตัวเล็กที่สุดสูงแค่เอวของผู้ใหญ่
นั่งบนตักของชายชรา

ความคิดแรกที่เห็นทั้ง 4 คนวิ่งตรงเข้ามาที่ๆ ผมนั่ง ผมกลัวจะเจอ
กับความซนของเด็ก เลยรู้สึกเซ็งๆ เล็กน้อยที่เด็กมานั่งข้างๆ แต่พอรถแล่นไป
ได้สักพัก ความคิดของผมกลับเปลี่ยนไปทันที ในหัวมีแต่คำถาม ว่า
ผมควรจะเข้าใจเหตุการณ์ที่กำลังเกิดนี้อย่างไร แล้วผมควรทำอย่างไรดี เ
มื่อพนักงานบนรถเมล์เดินมาเก็บเงินจากชายชราคนนั้นในขณะที่รถกำลังแล่น
ขึ้นสะพานปิ่นกล้า

ชายชราพยายามล้วงหาเงินในกระเป๋ากางเกง ด้วยท่าทางตื่นๆ พี่คนเก็บสตางค์
ก็ยืนรออยู่เกือบสิบนาที ชายชรายังคงพยายามหาเงินในกระเป๋าอยู่
ในขณะที่เด็กที่นั่งข้างผม มองไปนอกหน้าต่าง พร้อมเสียงร้อง “อู้ ฮู้!!”
ผมมองตามออกไป ภาพที่เห็นก็เป็นแค่ แม่น้ำเจ้าพระยา กับตึกสูงๆ
ของโรงพยาบาลศิริราช ที่ผมเห็นจนชินตาไม่ได้น่าตื่นเต้นหรือประทับใจตรงไหน
แต่เด็กคนนั้นได้เตือนให้ผมรู้ว่า ภาพธรรมดาของคนๆ หนึ่ง
อาจจะเป็นภาพที่น่าประทับใจของอีกคนหนึ่งได้เสมอ

ความรู้สึกที่แตกต่างของคนที่เห็นภาพๆ เดียวกัน ได้แฝงความหมาย
ไว้มากมาย คนสองคนนั้น คนหนึ่งอาจจะเป็นคนที่อาศัยอยู่แถวนั้น
แต่อีกคนมาจากต่างถิ่นต่างแดน นั่นคือความหมายหนึ่ง หรือภาพนั้นที่คนๆ หนึ่ง
เห็นจนชินตาได้เพราะ คนนั้นๆ มีศักยภาพทางการเงินเพียงพอ
ที่จะใช้ชีวิตอยู่ในเมือง แต่กับอีกคนย่อมเป็นตรงกันข้ามในทางการเงิน
ภาพที่เห็นจึงตื่นตาตื่นใจ

ที่สุดแล้ว พี่คนเก็บสตางค์ก็ไม่ได้รับเงินจากชายชราคนนั้น
และก็ไม่ได้พูดจาอะไรให้คนทั้ง 4 ต้องลงจากรถ นับว่าเป็นโชคดีทีเดียว
ผมพยายามแอบมองลักษณะของเด็กที่ข้างๆ (เพราะผมคิดว่าการจ้องมอง
ใครต่อหน้าย่อมต้องทำให้คนที่ถูกจ้องมองรู้สึกไม่ดีๆ เป็นแน่) เด็กคนนั้น
มีหัวที่ค่อนข้างโต แต่รูปร่างผอมเซียว ทำให้จิตใจผมคิดไปต่างๆ นานา
โดยเฉพาะคิดว่า เด็กสามคนนี้จะกินข้าวอิ่มหรือป่าวในแต่ละวัน
ได้ไปโรงเรียนหรือป่าว พวกเค้ามีความสุขมั้ย

ความคิดต่างๆ ที่วิ่งเข้ามาในหัว ทำให้ผมอยากจะหยิบเงินช่วย
ออกค่ารถเมล์ให้ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าเค้าต้องการการช่วยเหลือ
แบบนี้หรือเปล่า ผมจึงรู้สึกโล่งอกที่ พี่คนเก็บสตางค์ไม่ได้สนใจ
ที่จะเก็บเงินให้ได้ ความคิดต่อมาผมอยากที่จะหยิบเงินสัก 50 บาท
ให้เด็กคนที่นั่งข้างผม เพราะผมคิดว่าอย่างน้อยๆ เงินนี้ก็น่าจะช่วย
ให้เค้ากินอิ่มได้สักหนึ่งมื้อ หรืออย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลกับค่ารถเมล์
ถ้าคันที่นั่งอยู่ไปไม่ถึงจุดหมายของพวกเค้า

แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อถึงจุดหมาย ผมก็ลงจากรถโดยที่ไม่ได้ให้
เงินกับเด็กคนนั้นไป เพราะผมไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร ผมไม่มั่นใจ
ว่าการให้เงินไปจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง การให้เงินอาจจะทำให้ผมสบายใจ
และเด็กคนนั้นอาจจะดีใจช่วงเวลาหนึ่ง แต่ผลที่ตามมาหลังจากนั้น
เป็นสิ่งที่ยากกินคาดเดา หรือการที่เราสบายใจและทำให้อีกคนดีใจ
ได้ขณะหนึ่งเป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ ผมไม่รู้ว่า
ควรจะทำอย่างไร ผมไม่รู้จริงๆ

ถ้าผมเป็นพระ เป็นคนพนักงานเก็บสตางค์ เป็นคนทำงาน
เป็นตำรวจ หรือเป็นครู ผมจะมองและเข้าใจเหตุการณ์นี้อย่างไร
และผมควรจะทำเช่นไร คุณล่ะครับ มีความคิดเห็นดีๆ มั้ยครับ

วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 14, 2006

เงินที่หามาได้

เช้านี้มี 2 เรื่องที่ทำให้ฉันต้องตื่นเช้า เรื่องแรก.... ปวดอึ
ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง ... คงเป็นผลพวงมาจากช่วงนี้ส่งโปสการ์ด
ไปหาคนๆ หนึ่งที่อยู่ไกลบ่อย หลังจากที่ไม่ได้ส่งหาใครมานาน
อยู่ๆ ก็เลยนึกถึงเมื่อสองปีที่แล้ว ที่เคยทำโปสการ์ดไปฝากขาย
ที่ “ร้านหนังสือเดินทาง” สมัยยังอยู่ตรงถนนพระอาทิตย์ จำได้ว่าเงิน
ที่ได้จากขายโปสการ์ดเอาไปซื้อ หนังสือชื่อ “การเดินทางอยู่กับที่”

ของ ญามิลา เพราะราคาของหนังสือเท่ากับ จำนวนเงิน
ที่ขายโปสการ์ดได้พอดี ซื้อเสร็จก็เลยเขียนอะไร
ไว้เพื่อเตือนความทรงจำ...

“ทำ Post Card ไปฝากขายที่ร้านหนังสือเดินทาง 15 แผ่น
ขายได้ 6 แผ่น ได้เงิน 90 บาท เท่ากับราคาหนังสือเล่มนี้พอดี

เลยซื้อมาเป็นที่ระลึก จากเงินที่หามาได้ด้วยตัวเองครั้งแรก
ปล. จากการณ์นี้สอนให้รู้ว่า เราไม่สามารถยังชีพได้ด้วย

การขาย Post Card เพราะ 2 เดือน ขายได้แค่ 6 แผ่น
สิงหาคม 2547”

โดยสรุปแล้ว เงินที่หามาได้ด้วยตัวเองครั้งแรก 90 บาท!!

จากระยะเวลาสองเดือน!!! ตอนนั้นคิดแค่ว่า
อุตส่าห์ไปเที่ยวถึงลาว เสียเงินก็เยอะ ก็น่าที่จะหาทุนคืนเสียหน่อย
ก็เลยคิดว่าจะเอารูปที่ถ่ายตอนไปลาวนั่นแหละมาทำโปสการ์ดไปขาย
แต่ก็อย่างที่บอก ได้เงินมา 90 บาท ยังไม่พอค่าข้าวหนึ่งวัน
ตอนอยู่ลาวเลย หลังจากได้เงินที่เปลี่ยนเป็น หนังสือแทน
ก็ไม่ได้ติดตามข่าวของ โปสการ์ดอีก 9 แผ่นที่เหลือเลย

ความรู้สึกตอนนั้นไม่ได้คิดถึงเงินมากมาย แต่ก็แอบดีใจประมาณนึง

ที่มีคนซื้อโปสการ์ดเรา ไปด้วย แบบเอาว่ะ!! อย่างน้อยก็มีบางคน
ที่ชอบงานของเราอะไรทำนองนั้น

และหลังจากนั้น เกือบ หนึ่งปี ฉันถึงจะหาเงินได้ด้วยตัวเองอีกครั้ง

โดยการได้เขียนบทความลง นิตยาสาร “classroom” ที่ฉันไม่ได้
เห็นบนแผงหนังสือมาหลายเดือนแล้ว ได้เงินมา 700 บาท
และต่อมาก็ได้เขียนสกู๊ปสั้นๆ ลงนิตยสารเล่มเดียวกัน
แต่คราวนี้ได้เงินมา 1400 กว่าบาท หลังจากถูกหักภาษี
และนี่ก็เป็นอีกครั้ง ที่ฉันเสียภาษีแบบเป็นทางการ
ถ้าไม่นับการซื้อของทั่วๆไป ที่ต้องบวกภาษีอยู่แล้ว
ความรู้สึกของการเสียภาษีครั้งแรก ทำให้ความรู้สึกถึง
ความเป็นพลเมืองที่ดี มันแผ่ซ่านในจิตใจอย่างบอกไม่ถูก
ฮา.....

การได้เขียนอะไรเล็กๆ น้อยๆ แล้วได้ลงนิตยสาร

ที่อาจจะไม่โด่งดังอะไร แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้เกิด
ความเคารพหรือภูมิใจในตัวเองได้บ้าง ที่มีคนเห็นคุณค่า
ของความคิดความสามารถของเรา ซึ่งต้องขอขอบคุณ
“พี่หนึ่ง” บรรณาธิการนิตยสาร classroom
มา ณ. ที่นี้ด้วยครับ

และเงินที่ฉันหามาได้ด้วยลำแข้งตัวเอง (ขอย้ำว่าด้วยลำแข้งจริงๆ)

ล่าสุด เพิ่งได้รับเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง เป็นจำนวนเงิน 500 บาท
จากการไปเป็นคนเฝ้าห้อง ที่ต้องคอยอำนวยความสะดวก
ให้กับวิทยากรและผู้เข้าร่วมฟังเสวนา
ในงานประชุมวิชาการมนุษยศาสตร์แห่งชาติประจำปี
ที่ว่าหามาได้ด้วยลำแข้งนั้นเป็นเพราะว่า ต้องยืนอยู่หลายชั่วโมง
ที่เดียว แต่แลกกับเอกสาร และข้าวฟรี
ขนมฟรี บวกเงินอีกห้าร้อย ก็...โอเค!

ดังนั้นเมื่อนับเงินที่หามาได้หลังจากที่เรียนจบ

มาได้สองสามปีแล้ว รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น
ประมาณ 90 + 700 +1400 +500

เท่ากับ 2,690 บาท ถ้านับว่าจบมาสองปี
โดยเฉลี่ยแล้วต้องใช้เงิน วันละ 3.6849315 บาท

เอ่อ!!! คือว่า ยังขึ้นรถเมล์ไมได้เลยน่ะสิ ฮา....

สิ่งสำคัญที่ฉันได้เรียนรู้จากเงิน 2,690 บาท

ที่ได้มาก็คือ เงินที่ได้รับจากการที่เรา ได้ทำงานหรือทำในสิ่ง
ที่เราชอบโดยไม่ได้ถูกบีบบังคับจากปัจจัยภายนอกอะไรมากนัก
และยิ่งเป็นงานที่ต้องมีคนเห็นคุณค่าหรือชื่นชอบพอสมควรด้วยแล้ว
มันทำให้ฉันมีความสุข และความภูมิใจมากทีเดียว ถึงแม้ว่า
มันจะไม่ได้เป็นจำนวนเงินที่มากมายก่ายกองอะไรก็ตาม
แต่ในทางกลับกัน มันก็บอกกับฉันด้วยว่า การได้เงินจากทำงาน
ที่ค่อนข้างอิสระและชื่นชอบนั้น จำนวนเงินที่ตามมา ไม่ได้มากมายพอ
ที่จะยังชีพได้ และโอกาสก็ไม่ได้มีมาบ่อยๆ

นี่เองที่ทำให้ฉันเริมคิดว่า ในอนาคตอันใกล้
ฉันอาจจะต้องประนีประนอม ความคิดความฝันของตัวเอง
กับโลกของความเป็นจริงแล้ว อย่างน้อยก็เพื่อ
ที่จะมีชีวิตอยู่ ได้โดยไม่ลำบากจนเกินไปนัก

วันอังคาร, พฤศจิกายน 28, 2006

สติและจิตใจ

หลายวันก่อน.....

ท่ามกลางสภาพอากาศที่บรรพบุรุษร้อน สติของผมต้องจดจ่อ
อยู่กับรถเมล์สายที่ต้องการจะขึ้น เพราะต้องคอยเล็งและคำนวณ
ให้ดีว่ามันจะจอดตรงไหน (ไอ้ที่จะให้จอดตรงป้ายนั่นเลิกพูดไปเลย)
เพราะถ้ากะพลาดนิดเดียวอาจจะต้องเหนื่อยจากการต้องวิ่งตาม
และการวิ่งตามรถเมล์ในวันที่อากาศร้อนๆ นี่ไม่ได้สนุกเหมือน
กำลังดูตลก หม่ำ เท่ง โหน่งแต่อย่างใด และถ้าโชคร้ายจะพบ

กับภาพที่...กูวิ่งเกือบ จะทันอยู่แล้วแต่รถดันปิดประตู แล้วคนบนรถ
ก็จะมองลงมาสบตากับเรา แล้วจากนั้นรถก็ออกตัวไป
ปล่อยให้เรายืนหอบพร้อมๆกับประณามคนขับอยู่ในใจ

และบรรดารถตุ๊ก ตุ๊ก รถแท็กซี่ รถเมล์เล็ก ก็ไม่รู้เป็นอะไร
จอดแช่ขวางป้ายรถเมล์กันอยู่นั่นแหละ ซึ่งพวกพี่คนขับ
จะรู้ไหมครับว่า มันทำให้การกะระยะรถเมล์จอดมันยากไปอีกสองสามเท่า

สถานการณ์แบบนี้เป็นสิ่งที่ผมต้องเจอแทบทุกวัน จนบางครั้ง
ก็อดถามตัวเองไม่ได้ ว่าอดทนมีชีวิตอยู่ ในบ้านเมืองที่มัน
ไร้ระเบียบเช่นนี้ได้อย่างไร แต่พอนึกขึ้นได้ว่ากำลังนั่ง
อยู่บนรถเมล์ยูโรสีส้ม แอร์เย็นฉ่ำแล้ว ก็ช่างมันละกัน

และในขณะที่ผมกำลังรอรถเมล์ที่ป้ายหน้าห้างฯ พาต้า ปิ่นเกล้า
ในวันร้อนๆ วันหนึ่ง ผมได้พบกับชายไทยร่างสูงใหญ่ ถ้าไม่สังเกต
เขาก็คงเหมือนคนทั่วๆ ไป แต่ผมอยู่ใกล้พอที่จะรับรู้ได้ว่า เขามีลักษณะ
ของ “คนสติไม่ดี” ตามที่คนสติดีๆ เข้าใจกัน เพราะผมได้ยินเขา
พูดคนเดียวเดินไปเดินมา ซึ่งเป็นอาการที่คนสติดีๆ ทั่วๆไป
คงไม่ทำกัน.....แล้วผมก็ขึ้นรถไปใช้ชีวิตตามปกติ

วันต่อมา...
วันนี้ก็เช่นเดียวกับทุกๆวัน ขณะที่ผมก็กำลังใช้สติเล็งจุดจอด
ของรถเมล์สายที่ผมจะขึ้นเหมือนทุกที จู่ๆก็มีภาพหนึ่งที่ทำให้ผม
สะดุดใจและเป็นภาพที่ประทับใจมาก ผมเห็นชายที่สติไม่ดีที่
พบเมื่อวันก่อน กำลังตั้งใจพาผู้หญิงตาบอดคนหนึ่งขึ้นรถเมล์ให้ทัน
ผมเห็นชายสติไม่ดีคนนั้นวิ่งจูงมือพาผู้หญิงตาบอดขึ้นรถเมล์

และหยุดยืน ดูจนเห็นว่าผู้หญิงตาบอดคนนั้นขึ้นไปบนรถอย่างปลอดภัย

และชายที่สติไม่ดีคนนั้นก็ทำสิ่งที่คนสติดีๆ หลายคนคงไม่ทำกัน

วันศุกร์, ตุลาคม 20, 2006