ข้อฉงนปนสงสัย
วงการภาพยนตร์ไทยหลังการรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549
ดูเหมือนจะตื่นตัวทางการเมืองขึ้นอีกครั้งต่อการเรียกร้องอะไรมากมาย
โดยเฉพาะ สิทธิ เสรีภาพ ในการนำเสนอเรื่องเล่าที่เป็นภาพเคลื่อนไหว
โดยเปลี่ยนจากการเซนเซอร์ เป็นการจัดระบบเรตติ้ง และการเรียกร้อง
ได้นำไปสู่ประเด็นที่ว่า ควรจะระบุไปใน รัฐธรรมนูญฉบับที่มาจากการ
รัฐประหาร (ฉบับ 2550) ว่าภาพยนตร์เป็นสื่อมวลชน ประเภทหนึ่ง
ซึ่งหลายคนเชื่อว่าจะทำให้มีเสรีภาพในการนำเสนอความคิด ความเห็นต่างๆ
โดยไม่ต้องผ่านการเซนเซอร์ที่ใครหลายคนแอบนินทาว่าเต่าตุ่น
ผมเคยพลัดหลงเข้าไปร่วมในงานเสวนางานหนึ่งที่ธรรมศาสตร์ เชื่อแน่ว่า
ถ้าใครเอาระเบิดไปขว้างหรือเอาปืนไปกราดยิงในห้องประชุมในวันนั้น
วงการภาพยนตร์ไทย คงถึงคราววิกฤติ เพราะในห้องนั้นเต็มไปด้วย
ผู้กำกับภาพยนตร์ทั้งที่หนังทำเงินมาก ทำเงินน้อย ไม่ทำเงิน ฯลฯ ห้องประชุม
เต็มไปด้วยบรรยากาศการเรียกร้อง พูดถึงความเจ็บปวดรวดร้าว ของคน
ทำหนังที่ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพมานาน รวมไปถึงนำเสนอความดีหรือคุณประโยชน์
ที่สังคมจะได้รับหากมีการระบุให้ภาพยนตร์เป็น “สื่อมวลชน”
ผมในฐานะคนชอบดูหนังแต่ไม่ชอบทหารเท่าไหร่ เลยนึกสงสัยว่า ทำไมพวกพี่ๆ
ถึงมาเรียกร้องเอาสิทธิเสรีภาพจากรัฐธรรมนูญของเผด็จการ ระดับของความรับรู้
หรือรู้สึกว่าตัว เรามีสิทธิเสรีภาพขนาดไหนน่าจะเป็นตัวบ่งบอกถึงความเป็น
ประชาธิปไตยในสังคม ไม่มากก็น้อยใช่หรือไม่?
ผมนึกสงสัยว่า ถ้าเกิดมีการระบุ ให้ภาพยนตร์เป็นสื่อมวลชน
ในรัฐธรรมนูญ 2550 จริง คนในวงการหนังจะภูมิใจจริงหรือ ในเมื่อที่มา
ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มา จากประชาชนอย่างแท้จริง
ผมคิดว่า ถ้าหากคนวงการหนังต้องการได้รับสิทธิเสรีภาพที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ
อย่างสวยงามและยั่งยืน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ไม่รับหรือไม่ยอมรับ
รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ใช่หรือไม่ เพราะการเรียกร้องให้ระบุอะไรก็ตามลงไปใน
รัฐธรรมนูญ 2550 จะโดยรู้ตัวหรือ ไม่ก็ตาม เราได้สนับสนุนการใช้กำลัง
ในการแก้ไขปัญหาและการปกครองไปแล้ว ซึ่งถ้าทุกคน ยอมรับได้กับ
รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ก็ดูเหมือนกับว่าจะตรงกันข้ามกับคุณค่าหรือ
ความหมายของสิทธิเสรีภาพ ที่ทุกคนกำลังเรียกร้องใช่หรือไม่ครับ?
วงการภาพยนตร์ไทยหลังการรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549
ดูเหมือนจะตื่นตัวทางการเมืองขึ้นอีกครั้งต่อการเรียกร้องอะไรมากมาย
โดยเฉพาะ สิทธิ เสรีภาพ ในการนำเสนอเรื่องเล่าที่เป็นภาพเคลื่อนไหว
โดยเปลี่ยนจากการเซนเซอร์ เป็นการจัดระบบเรตติ้ง และการเรียกร้อง
ได้นำไปสู่ประเด็นที่ว่า ควรจะระบุไปใน รัฐธรรมนูญฉบับที่มาจากการ
รัฐประหาร (ฉบับ 2550) ว่าภาพยนตร์เป็นสื่อมวลชน ประเภทหนึ่ง
ซึ่งหลายคนเชื่อว่าจะทำให้มีเสรีภาพในการนำเสนอความคิด ความเห็นต่างๆ
โดยไม่ต้องผ่านการเซนเซอร์ที่ใครหลายคนแอบนินทาว่าเต่าตุ่น
ผมเคยพลัดหลงเข้าไปร่วมในงานเสวนางานหนึ่งที่ธรรมศาสตร์ เชื่อแน่ว่า
ถ้าใครเอาระเบิดไปขว้างหรือเอาปืนไปกราดยิงในห้องประชุมในวันนั้น
วงการภาพยนตร์ไทย คงถึงคราววิกฤติ เพราะในห้องนั้นเต็มไปด้วย
ผู้กำกับภาพยนตร์ทั้งที่หนังทำเงินมาก ทำเงินน้อย ไม่ทำเงิน ฯลฯ ห้องประชุม
เต็มไปด้วยบรรยากาศการเรียกร้อง พูดถึงความเจ็บปวดรวดร้าว ของคน
ทำหนังที่ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพมานาน รวมไปถึงนำเสนอความดีหรือคุณประโยชน์
ที่สังคมจะได้รับหากมีการระบุให้ภาพยนตร์เป็น “สื่อมวลชน”
ผมในฐานะคนชอบดูหนังแต่ไม่ชอบทหารเท่าไหร่ เลยนึกสงสัยว่า ทำไมพวกพี่ๆ
ถึงมาเรียกร้องเอาสิทธิเสรีภาพจากรัฐธรรมนูญของเผด็จการ ระดับของความรับรู้
หรือรู้สึกว่าตัว เรามีสิทธิเสรีภาพขนาดไหนน่าจะเป็นตัวบ่งบอกถึงความเป็น
ประชาธิปไตยในสังคม ไม่มากก็น้อยใช่หรือไม่?
ผมนึกสงสัยว่า ถ้าเกิดมีการระบุ ให้ภาพยนตร์เป็นสื่อมวลชน
ในรัฐธรรมนูญ 2550 จริง คนในวงการหนังจะภูมิใจจริงหรือ ในเมื่อที่มา
ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มา จากประชาชนอย่างแท้จริง
ผมคิดว่า ถ้าหากคนวงการหนังต้องการได้รับสิทธิเสรีภาพที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ
อย่างสวยงามและยั่งยืน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ไม่รับหรือไม่ยอมรับ
รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ใช่หรือไม่ เพราะการเรียกร้องให้ระบุอะไรก็ตามลงไปใน
รัฐธรรมนูญ 2550 จะโดยรู้ตัวหรือ ไม่ก็ตาม เราได้สนับสนุนการใช้กำลัง
ในการแก้ไขปัญหาและการปกครองไปแล้ว ซึ่งถ้าทุกคน ยอมรับได้กับ
รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ก็ดูเหมือนกับว่าจะตรงกันข้ามกับคุณค่าหรือ
ความหมายของสิทธิเสรีภาพ ที่ทุกคนกำลังเรียกร้องใช่หรือไม่ครับ?

