เช้านี้มี 2 เรื่องที่ทำให้ฉันต้องตื่นเช้า เรื่องแรก.... ปวดอึ
ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง ... คงเป็นผลพวงมาจากช่วงนี้ส่งโปสการ์ด
ไปหาคนๆ หนึ่งที่อยู่ไกลบ่อย หลังจากที่ไม่ได้ส่งหาใครมานาน
อยู่ๆ ก็เลยนึกถึงเมื่อสองปีที่แล้ว ที่เคยทำโปสการ์ดไปฝากขาย
ที่ “ร้านหนังสือเดินทาง” สมัยยังอยู่ตรงถนนพระอาทิตย์ จำได้ว่าเงิน
ที่ได้จากขายโปสการ์ดเอาไปซื้อ หนังสือชื่อ “การเดินทางอยู่กับที่”
ของ ญามิลา เพราะราคาของหนังสือเท่ากับ จำนวนเงิน
ที่ขายโปสการ์ดได้พอดี ซื้อเสร็จก็เลยเขียนอะไร
ไว้เพื่อเตือนความทรงจำ...
“ทำ Post Card ไปฝากขายที่ร้านหนังสือเดินทาง 15 แผ่น
ขายได้ 6 แผ่น ได้เงิน 90 บาท เท่ากับราคาหนังสือเล่มนี้พอดี
เลยซื้อมาเป็นที่ระลึก จากเงินที่หามาได้ด้วยตัวเองครั้งแรก
ปล. จากการณ์นี้สอนให้รู้ว่า เราไม่สามารถยังชีพได้ด้วย
การขาย Post Card เพราะ 2 เดือน ขายได้แค่ 6 แผ่น
สิงหาคม 2547”
โดยสรุปแล้ว เงินที่หามาได้ด้วยตัวเองครั้งแรก 90 บาท!!
จากระยะเวลาสองเดือน!!! ตอนนั้นคิดแค่ว่า
อุตส่าห์ไปเที่ยวถึงลาว เสียเงินก็เยอะ ก็น่าที่จะหาทุนคืนเสียหน่อย
ก็เลยคิดว่าจะเอารูปที่ถ่ายตอนไปลาวนั่นแหละมาทำโปสการ์ดไปขาย
แต่ก็อย่างที่บอก ได้เงินมา 90 บาท ยังไม่พอค่าข้าวหนึ่งวัน
ตอนอยู่ลาวเลย หลังจากได้เงินที่เปลี่ยนเป็น หนังสือแทน
ก็ไม่ได้ติดตามข่าวของ โปสการ์ดอีก 9 แผ่นที่เหลือเลย
ความรู้สึกตอนนั้นไม่ได้คิดถึงเงินมากมาย แต่ก็แอบดีใจประมาณนึง
ที่มีคนซื้อโปสการ์ดเรา ไปด้วย แบบเอาว่ะ!! อย่างน้อยก็มีบางคน
ที่ชอบงานของเราอะไรทำนองนั้น
และหลังจากนั้น เกือบ หนึ่งปี ฉันถึงจะหาเงินได้ด้วยตัวเองอีกครั้ง
โดยการได้เขียนบทความลง นิตยาสาร “classroom” ที่ฉันไม่ได้
เห็นบนแผงหนังสือมาหลายเดือนแล้ว ได้เงินมา 700 บาท
และต่อมาก็ได้เขียนสกู๊ปสั้นๆ ลงนิตยสารเล่มเดียวกัน
แต่คราวนี้ได้เงินมา 1400 กว่าบาท หลังจากถูกหักภาษี
และนี่ก็เป็นอีกครั้ง ที่ฉันเสียภาษีแบบเป็นทางการ
ถ้าไม่นับการซื้อของทั่วๆไป ที่ต้องบวกภาษีอยู่แล้ว
ความรู้สึกของการเสียภาษีครั้งแรก ทำให้ความรู้สึกถึง
ความเป็นพลเมืองที่ดี มันแผ่ซ่านในจิตใจอย่างบอกไม่ถูก
ฮา.....
การได้เขียนอะไรเล็กๆ น้อยๆ แล้วได้ลงนิตยสาร
ที่อาจจะไม่โด่งดังอะไร แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้เกิด
ความเคารพหรือภูมิใจในตัวเองได้บ้าง ที่มีคนเห็นคุณค่า
ของความคิดความสามารถของเรา ซึ่งต้องขอขอบคุณ
“พี่หนึ่ง” บรรณาธิการนิตยสาร classroom
มา ณ. ที่นี้ด้วยครับ
และเงินที่ฉันหามาได้ด้วยลำแข้งตัวเอง (ขอย้ำว่าด้วยลำแข้งจริงๆ)
ล่าสุด เพิ่งได้รับเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง เป็นจำนวนเงิน 500 บาท
จากการไปเป็นคนเฝ้าห้อง ที่ต้องคอยอำนวยความสะดวก
ให้กับวิทยากรและผู้เข้าร่วมฟังเสวนา
ในงานประชุมวิชาการมนุษยศาสตร์แห่งชาติประจำปี
ที่ว่าหามาได้ด้วยลำแข้งนั้นเป็นเพราะว่า ต้องยืนอยู่หลายชั่วโมง
ที่เดียว แต่แลกกับเอกสาร และข้าวฟรี
ขนมฟรี บวกเงินอีกห้าร้อย ก็...โอเค!
ดังนั้นเมื่อนับเงินที่หามาได้หลังจากที่เรียนจบ
มาได้สองสามปีแล้ว รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น
ประมาณ 90 + 700 +1400 +500
เท่ากับ 2,690 บาท ถ้านับว่าจบมาสองปี
โดยเฉลี่ยแล้วต้องใช้เงิน วันละ 3.6849315 บาท
เอ่อ!!! คือว่า ยังขึ้นรถเมล์ไมได้เลยน่ะสิ ฮา....
สิ่งสำคัญที่ฉันได้เรียนรู้จากเงิน 2,690 บาท
ที่ได้มาก็คือ เงินที่ได้รับจากการที่เรา ได้ทำงานหรือทำในสิ่ง
ที่เราชอบโดยไม่ได้ถูกบีบบังคับจากปัจจัยภายนอกอะไรมากนัก
และยิ่งเป็นงานที่ต้องมีคนเห็นคุณค่าหรือชื่นชอบพอสมควรด้วยแล้ว
มันทำให้ฉันมีความสุข และความภูมิใจมากทีเดียว ถึงแม้ว่า
มันจะไม่ได้เป็นจำนวนเงินที่มากมายก่ายกองอะไรก็ตาม
แต่ในทางกลับกัน มันก็บอกกับฉันด้วยว่า การได้เงินจากทำงาน
ที่ค่อนข้างอิสระและชื่นชอบนั้น จำนวนเงินที่ตามมา ไม่ได้มากมายพอ
ที่จะยังชีพได้ และโอกาสก็ไม่ได้มีมาบ่อยๆ
นี่เองที่ทำให้ฉันเริมคิดว่า ในอนาคตอันใกล้
ฉันอาจจะต้องประนีประนอม ความคิดความฝันของตัวเอง
กับโลกของความเป็นจริงแล้ว อย่างน้อยก็เพื่อ
ที่จะมีชีวิตอยู่ ได้โดยไม่ลำบากจนเกินไปนัก
วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 14, 2006
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น