ขณะที่ผมกำลังนั่งอยู่ติดหน้าต่างเบาะหลังสุดของรถเมล์สาย 201
ที่เป้าหมายปลายทางอยู่ที่พุทธมณฑลสาย 2 แต่เป้าหมายของผมอยู่ที่
พาต้า ปิ่นเกล้า เมื่อรถแล่นผ่าน สนามหลวง และจอดรับคนที่ป้าย
ฝั่งตรงข้ามศาลฎีกา เด็กชายสองคนก็วิ่งขึ้นมาบนรถวิ่งพร้อมกับชายวัยชรา
รูปร่างผอมผิวคล้ำที่จูงเด็กชายคนที่สาม แล้วทั้งหมดตรงมาที่เบาะหลัง
ที่ตรงกลางยังว่างอยู่พร้อมเสื้อผ้าที่สวมใส่ซึ่งบ่งบอกถึงฐานะได้ว่า
ไม่ใช่แม้ชนชั้นกลางทั่วๆ ไป
เด็กชายคนที่โตที่สุด น่าจะสูงประมาณ 130 เซนติเมตรนั่งติดกับผม
คนที่รองลงมานั่งอยู่ตรงกลาง และคนที่ตัวเล็กที่สุดสูงแค่เอวของผู้ใหญ่
นั่งบนตักของชายชรา
ความคิดแรกที่เห็นทั้ง 4 คนวิ่งตรงเข้ามาที่ๆ ผมนั่ง ผมกลัวจะเจอ
กับความซนของเด็ก เลยรู้สึกเซ็งๆ เล็กน้อยที่เด็กมานั่งข้างๆ แต่พอรถแล่นไป
ได้สักพัก ความคิดของผมกลับเปลี่ยนไปทันที ในหัวมีแต่คำถาม ว่า
ผมควรจะเข้าใจเหตุการณ์ที่กำลังเกิดนี้อย่างไร แล้วผมควรทำอย่างไรดี เ
มื่อพนักงานบนรถเมล์เดินมาเก็บเงินจากชายชราคนนั้นในขณะที่รถกำลังแล่น
ขึ้นสะพานปิ่นกล้า
ชายชราพยายามล้วงหาเงินในกระเป๋ากางเกง ด้วยท่าทางตื่นๆ พี่คนเก็บสตางค์
ก็ยืนรออยู่เกือบสิบนาที ชายชรายังคงพยายามหาเงินในกระเป๋าอยู่
ในขณะที่เด็กที่นั่งข้างผม มองไปนอกหน้าต่าง พร้อมเสียงร้อง “อู้ ฮู้!!”
ผมมองตามออกไป ภาพที่เห็นก็เป็นแค่ แม่น้ำเจ้าพระยา กับตึกสูงๆ
ของโรงพยาบาลศิริราช ที่ผมเห็นจนชินตาไม่ได้น่าตื่นเต้นหรือประทับใจตรงไหน
แต่เด็กคนนั้นได้เตือนให้ผมรู้ว่า ภาพธรรมดาของคนๆ หนึ่ง
อาจจะเป็นภาพที่น่าประทับใจของอีกคนหนึ่งได้เสมอ
ความรู้สึกที่แตกต่างของคนที่เห็นภาพๆ เดียวกัน ได้แฝงความหมาย
ไว้มากมาย คนสองคนนั้น คนหนึ่งอาจจะเป็นคนที่อาศัยอยู่แถวนั้น
แต่อีกคนมาจากต่างถิ่นต่างแดน นั่นคือความหมายหนึ่ง หรือภาพนั้นที่คนๆ หนึ่ง
เห็นจนชินตาได้เพราะ คนนั้นๆ มีศักยภาพทางการเงินเพียงพอ
ที่จะใช้ชีวิตอยู่ในเมือง แต่กับอีกคนย่อมเป็นตรงกันข้ามในทางการเงิน
ภาพที่เห็นจึงตื่นตาตื่นใจ
ที่สุดแล้ว พี่คนเก็บสตางค์ก็ไม่ได้รับเงินจากชายชราคนนั้น
และก็ไม่ได้พูดจาอะไรให้คนทั้ง 4 ต้องลงจากรถ นับว่าเป็นโชคดีทีเดียว
ผมพยายามแอบมองลักษณะของเด็กที่ข้างๆ (เพราะผมคิดว่าการจ้องมอง
ใครต่อหน้าย่อมต้องทำให้คนที่ถูกจ้องมองรู้สึกไม่ดีๆ เป็นแน่) เด็กคนนั้น
มีหัวที่ค่อนข้างโต แต่รูปร่างผอมเซียว ทำให้จิตใจผมคิดไปต่างๆ นานา
โดยเฉพาะคิดว่า เด็กสามคนนี้จะกินข้าวอิ่มหรือป่าวในแต่ละวัน
ได้ไปโรงเรียนหรือป่าว พวกเค้ามีความสุขมั้ย
ความคิดต่างๆ ที่วิ่งเข้ามาในหัว ทำให้ผมอยากจะหยิบเงินช่วย
ออกค่ารถเมล์ให้ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าเค้าต้องการการช่วยเหลือ
แบบนี้หรือเปล่า ผมจึงรู้สึกโล่งอกที่ พี่คนเก็บสตางค์ไม่ได้สนใจ
ที่จะเก็บเงินให้ได้ ความคิดต่อมาผมอยากที่จะหยิบเงินสัก 50 บาท
ให้เด็กคนที่นั่งข้างผม เพราะผมคิดว่าอย่างน้อยๆ เงินนี้ก็น่าจะช่วย
ให้เค้ากินอิ่มได้สักหนึ่งมื้อ หรืออย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลกับค่ารถเมล์
ถ้าคันที่นั่งอยู่ไปไม่ถึงจุดหมายของพวกเค้า
แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อถึงจุดหมาย ผมก็ลงจากรถโดยที่ไม่ได้ให้
เงินกับเด็กคนนั้นไป เพราะผมไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร ผมไม่มั่นใจ
ว่าการให้เงินไปจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง การให้เงินอาจจะทำให้ผมสบายใจ
และเด็กคนนั้นอาจจะดีใจช่วงเวลาหนึ่ง แต่ผลที่ตามมาหลังจากนั้น
เป็นสิ่งที่ยากกินคาดเดา หรือการที่เราสบายใจและทำให้อีกคนดีใจ
ได้ขณะหนึ่งเป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ ผมไม่รู้ว่า
ควรจะทำอย่างไร ผมไม่รู้จริงๆ
ถ้าผมเป็นพระ เป็นคนพนักงานเก็บสตางค์ เป็นคนทำงาน
เป็นตำรวจ หรือเป็นครู ผมจะมองและเข้าใจเหตุการณ์นี้อย่างไร
และผมควรจะทำเช่นไร คุณล่ะครับ มีความคิดเห็นดีๆ มั้ยครับ
วันพุธ, มกราคม 10, 2007
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น